เรียนและสอบ IELTS ที่ NEW CAMBRIDGE ที่เดียวจบ

สอบ IELTS @New Cambridge Institute สถาบันสอนภาษาอังกฤษที่มีความถนัดในการสอนและออกแบบหลักสูตร IELTS โดยเฉพาะ พร้อมมีศูนย์แนะแนวเรียนต่อต่างประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้รับบริการได้รับคำปรึกษาและความช่วยเหลืออย่างครบวงจรในสถานที่เดียวกัน เราได้รับการรับรองและตรวจสอบจาก IDP เพื่อเป็นศูนย์สอบ IELTS อย่างเป็นทางการ สถาบันตั้งอยู่ที่ CENTRAL @CentralWorld ชั้น 14 สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีสยาม หรือ สถานีชิดลม

เรียนและสอบ IELTS ที่เดียวจบ

สอบ IELTS exam กับสถาบัน New Cambridge

การสอบ IELTS คืออะไร?

คะแนน ไอเอลส์ ใช้ในการสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษ มีองค์กรกว่า 10,000 แห่งทั่วโลก ได้ยอมรับและใช้ผลทดสอบคะแนน IELTS โดยเฉพาะในประเทศเครือจักรภพได้แก่ อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สามารถนำผลคะแนนสอบ IELTS ยื่นขอวีซ่านักเรียน/นักศึกษา และสำหรับย้ายถิ่นฐานได้ด้วย

 

นอกจากนี้คะแนน IELTS ยังได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาอีกกว่า 3,000 แห่ง รวมถึงสามารถใช้คะแนนสอบ IELTS ยื่นในระบบ TCAS รอบที่ 1 ของหลักสูตรภาษาไทยได้หลายคณะ และใช้ยื่นระดับปริญญาโทขึ้นไปทุกสาขา ของมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศไทย และมหาวิทยาลัยต่างประเทศ

ข้อสอบ IELTS ใช้เกณฑ์ตัวเลข 1-9 ในการวัดความถนัดในภาษาอังกฤษ ใช้วัดตั้งแต่ผู้ฝึกภาษาอังกฤษเริ่มต้น (คะแนนจะอยู่ที่ประมาณ 1 คะแนน) จนถึงระดับผู้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ (9คะแนน) ตัวข้อสอบจะทดสอบทักษะในทุกๆด้าน ซึ่งประกอบไปด้วย Writing/Listening/Reading/Speaking

 

สำหรับนักเรียนที่ต้องการไปศึกษาต่างประเทศโดยส่วนมากจะสอบ IELTS แบบทั่วไป แต่สำหรับนักเรียนที่ต้องการไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษโดยเฉพาะเราแนะนำให้สอบ IELTS for UKVI เพราะจะสามารถนำคะแนนไปยื่นเพื่อเรียนคอร์สปรับพื้นฐานที่ประเทศอังกฤษได้เลย

 

สำหรับนักเรียนหรือผู้ที่ต้องการไปทำงานในประเทศ อังกฤษ แคนาดา และ ออสเตรเลีย ส่วนมากประเทศในกลุ่มนี้จะต้องใช้ผลสอบไอเอลส์ เพื่อความรวดเร็วในการอนุมัติขั้นตอนต่างๆ เพราะฉะนั้นการสมัครสอบ IELTS แล้วได้ผลสอบจากประเทศไทยถือเป็นตัวเลือกที่รวดเร็วที่สุดเพราะสามารถนำคะแนนไปยื่นได้ทันที

การสอบ IELTS จะมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ

แบบแรกคือเพื่อการเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งนักเรียนจะต้องสมัครสอบในรูปแบบ Academic Module ส่วนอีกรูปแบบนึง คือ การสอบเพื่อการฝึกอบรมหรือทำงานในต่างประเทศ ในกรณีนี้ผู้สอบจะต้องเลือกสอบแบบ General Training Module

 

ข้อสอบทั้งสองแบบนี้จะค่อนข้างคล้ายกันประมาณ 80% แต่จะต่างกันตรงที่บทความในพาร์ท Reading ของแบบ General จะค่อนข้างง่ายกว่าแบบ Academic และในพาร์ท Writing จะไม่ต้องเขียนบรรยาย Graph หรือ Diagram

 

ด้วยที่ความต้องการในการไปศึกษาต่อต่างประเทศของนักเรียนไทยที่ค่อนข้างมากทำให้ IELTS แบบ Academic Module เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศไทย (มากกว่า 50%)

 

ซึ่งในบทความนี้ ทาง New Cambridge จะมาเจาะลึกถึงข้อสอบ IELTS ประเภทนี้อย่างละเอียด และตอบทุกคำถามที่ผู้สอบอยากรู้

เกณฑ์การให้คะแนน IELTS

คะแนน IELTS 0-9 มีเกณฑ์ในการวัดอย่างไร ผู้สอบต้องมีคุณสมบัติอย่างไรถึงจะได้คะแนนตามที่หวัง

 

Band Score Skill Level Description
9 Expert user ผู้สอบสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับดีเยี่ยม และใช้ประโยคภาษาอังกฤษต่างได้อย่างแม่นยำและเหมาะสม รวมถึงมีข้อผิดพลาดน้อยมากในการใช้ภาษาอังกฤษ
8 Very good user ผู้สอบสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับดี แม้จะมีข้อผิดพลาดบ้างในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย แต่สามารถเข้าใจประโยคที่ซับซ้อนและสามารถโต้ตอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7 Good user ผู้สอบสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ในสถานการณ์จริง แม้ว้าจะมีข้อผิดพลาดบ้างในบางโอกาส ผู้สอบในกลุ่มนี้สามารถใช้ภาษาที่ซับซ้อนได้ดีและมีการใช้หลักเหตุผลในการคิดและตอบคำถาม
6 Competent user ผู้สอบมีความสามารถในการใช้ภาษาในระดับค่อนข้างดี แม้ว่าจะมีการใช้คำที่ผิดบ้างในบางสถานการณ์ ผู้สอบในกลุ่มนี้สามารถเข้าใจประโยคที่ค่อนข้างซับซ้อนได้
5 Modest user ผู้สอบสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ในระดับปานกลางและเข้าใจความหมายส่วนใหญ่ของคำศัพท์ หรือประโยคในสถานการณ์ต่างๆ แต่อาจะต้องเพิ่มการใช้ประโยคและสื่อสารในรูปแบบของตัวเองให้มากขึ้น
4 Limited user ผู้สอบมีความเข้าใจในภาษาอังกฤษค่อนข้างจำกัด ไม่สามารถใช้หรือเข้าใจภาษาที่ซับซ้อนได้
3 Extremely limited user ผู้สอบสามารถสื่อสารและเข้าใจคำศัพท์และประโยคพื้นฐาน ในสถานการณ์ที่ไม่ซับซ้อน
2 Intermittent user ผู้สอบต้องใช้ความพยายามอย่างสูงในการ พูด ฟัง อ่าน เขียน และเข้าใจ ภาษา อังกฤษ
1 Non-user ผู้สอบไม่สามารถใช้อังกฤษได้ แต่สามารถพูดเป็นคำๆได้
0 Did not attempt the test ไม่ได้ทำข้อสอบเลย

ราคาค่าสมัครสอบ IELTS ปี 2020 (most updated)

IELTS Regular (Paper Base&Computer Base) : 6,900 บาท

IELTS for UKVI (Paper Base&Computer Base) : 7,710 บาท

IELTS Life Skills : 5,800 บาท

เจาะลึก PART ต่างๆในการสอบ IELTS Academic
พร้อมกับเทคนิคในการสอบ IELTS พาร์ทนี้ให้ได้คะแนนสูงๆ
การสอบ IELTS มีกี่ประเภท?

การสอบ IELTS ทดสอบทั้ง 4 ทักษะ คือ Listening, Speaking, Reading และ Writing ซึ่งแบ่งการทดสอบออกเป็น 2 ประเภทคือ

1. IELTS Academic (เพื่อการศึกษาต่อ)  ใช้ในการสมัครเรียนต่อมหาลัยทั้งในไทยและต่างประเทศ สำหรับนักเรียน นักศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ที่จะสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในต่างประเทศหรือสถาบันต่างๆ ซึ่งมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

2. IELTS General Training (เพื่อการฝึกอบรม) สำหรับคนที่ต้องการเรียนต่อในระดับต่ำกว่าปริญญาตรี ต้องการย้ายถิ่นฐาน หรือไปทำงานในต่างประเทศ เป็นการวัดความรู้ภาษาอังกฤษในระดับพื้นฐาน ข้อสอบไม่มีความซับซ้อนแบบ IELTS Academic 

โดยข้อสอบทั้ง 2 ประเภทจะมีความแตกต่างกันในพาร์ท Reading และ Writing แต่ระดับความยากง่ายจะไม่แตกต่างกันในพาร์ท Listening และ Speaking

ลักษณะของข้อสอบ IELTS
  1. Listening Part ทักษะแรกที่จะได้เจอในการสอบ IELTS ข้อสอบประกอบไปด้วยคำถาม 40 ข้อ มีเวลาให้ 30 นาที ในการทำ และอีก 10 นาทีในการใส่คำตอบลงในกระดาษคำตอบ
  2. Reading Part ทักษะที่ 2 ในการสอบ IELTS ข้อสอบมีมาให้ 3 บทความ ประกอบด้วยคำถามจำนวน 40 ข้อ มีเวลาให้ทำ 60 นาที
  3. Writing Part ทักษะที่ 3 ในการสอบ IELTS ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ Writing Task I และ Writing Task II มีเวลาให้ 60 นาที
  4. Speaking Part ทักษะสุดท้ายในการสอบ IELTS แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ซึ่งใช้เวลาในการสอบ Part นี้ทั้งหมดประมาณ 11-15 นาที สอบในช่วงบ่ายของวันเดียวกันหลังจากสอบ IELTS ทั้ง 3 ทักษะ หรืออาจจะมีการสอบ Part นี้ ในวันถัดมา
หลักเกณฑ์การให้คะแนน IELTS

คะแนนสอบ IELTS จะถูกแบ่งออกเป็น 4 Part  Listening, Reading, Writing and Speaking และการให้คะแนน IELTS คะแนนต่ำสุดคือ 0.0 และคะแนนสูงสุดคือ 9.0 ซึ่งจะมีคะแนนครึ่ง band หรือ 0.5 ด้วย

IELTS LISTENING PART (พร้อมตัวอย่างข้อสอบ)

ระยะเวลาในการทำข้อสอบ IELTS Listening: [30 นาที/40 ข้อ] มีทั้งหมด 4 sections

 

รูปแบบคำถามที่จะพบเจอแน่นอน 100% ในพาร์ทนี้คือ ข้อสอบในรูปแบบ multiple choice นอกจากนั้นเราอาจจะพบเจอคำถามในรูปแบบต่างๆ เช่น matching, Plan/map,diagram labelling, form completion, flow-chart completion, และ short answer

ซึ่งรูปแบบของคำถามส่วนมากจะมาจากการสุ่ม เพราะฉะนั้น ผู้สอบควรเตรียมความพร้อมโดยการฝึกทำข้อสอบหลายๆรูปแบบ

ผู้สอบต้องฟังโจทย์ผ่านหูฟังและเครื่องเล่นที่ทางสถาบันสอบ IELTS จัดเตรียมไว้ให้ จากนั้นจะมีเวลาในการเขียนคำตอบ 10 นาที แต่ละพาร์ทจะมี 10 ข้อ ซึ่งจะแบ่งออกเป็นดังนี้

การสอบ IELTS reading พร้อม เทคนิค

IELTS READING PART (พร้อมตัวอย่างข้อสอบ)

ระยะเวลาในการทำข้อสอบ IELTS Reading: [60 นาที/40 ข้อ] มีทั้งหมด 3 บทความ ซึงอาจจะมาจาก บทความโฆษณา ใบปลิว บทความจากหนังสือพิม หรือ Magazines ซึ่งหัวข้อของแต่ล้ะบทความจะโฟกัสที่เรื่องทั่วไป

 

และจะมีอย่างน้อย 1 บทความที่จะโฟกัสในรูปแบบ Logical argument ซึ่งจะเป็นโจทย์ข้อที่ยากที่สุดในพาร์ทนี้

 

เช่นเดียวกับในพาร์ท Listening รูปแบบคำถามที่ผู้สอบจะพบเจอแน่นอน 100% ในพาร์ท Reading คือ ข้อสอบในรูปแบบ multiple choice ส่วนรูปแบบคำถามอื่นๆที่อาจจะพบเจอได้ในพาร์ทนี้คือ (True/False/Not Given), matching, sentence completion, flow chart, diagram และ short answer

 

ข้อสอบแต่ละ บทความในพาร์ท IELTS Reading จะมี 13-14 ข้อ ต่อหนึ่งบทความและควรใช้เวลาไม่เกิน 20 นาทีต่อคำถามหนึ่งข้อ บทความแต่ละอันจะมีความยากง่ายแตกต่างกันไป

การสอบ IELTS writing พร้อมเทคนิค

IELTS WRITING PART (พร้อมตัวอย่างข้อสอบ)

ระยะเวลาในการทำข้อสอบ IELTS Writing: [60 นาที/ 2 ข้อใหญ่] มีทั้งหมด 2 Tasks

 

ข้อสอบแต่ละ Task ในพาร์ท Writing จะมีคะแนนให้ไม่เท่ากัน ซึ่งใน Task ที่ 2 นั้นจะมีคะแนนมากกว่าโจทย์ข้อแรกถึงสองเท่า

 

ในข้อสอบ IELTS Writing Task #1 ผู้สอบควรใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที และแบ่งเวลาที่เหลือ 40 นาทีไปใช้ทำข้อสอบ IELTS Writing Task #2 ซึ่งข้อสอบทั้ง 2 ในพาร์ทนี้จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ข้อสอบส่วนนี้จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักๆ

การสอบ IELTS speaking พร้อมเทคนิค

IELTS SPEAKING PART (พร้อมตัวอย่างข้อสอบ)

ระยะเวลาในการสอบ IELTS Speaking [11-14 นาที/ 3 พาร์ท] และมีหัวข้อทั้งหมด 3 Topics

 

ข้อสอบส่วนนี้จะวัดว่าผู้สอบสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน โดยจะคำนึงถึง ความคล่องแคล่ว หลักไวยากรณ์ ความแม่นยำในการใช้ภาษา และการออกเสียง

 

หัวข้อสนทนาในแต่ละพาร์ทของ IELTS Speaking จะมีความยากง่ายและวิธีในการตอบแตกต่างกันออกไป

ตารางสอบ IELTS ประจำเดือน ที่ New Cambridge ปี 2020

ศูนย์สอบ IELTS New Cam Bridge

New Cambridge Institute ได้ร่วมมือกับ IDP เพื่อเปิด IELTS Test Center ศูนย์สอบ IELTS อย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียน ที่ต้องการสอบ IELTS ให้สามารถทำการสอบได้ที่สถาบันนิวเคมบริดจ์ ได้โดยไม่ต้องเดินทางไปสอบ IELTS ยังสนามสอบอื่น

โดยนักเรียนที่สนใจสมัครสอบ IELTS ของ IDP ที่ New Cambridge Institute สามารถลงทะเบียนสอบได้ที่สถาบันฯ พร้อมทั้งชำระเงินค่าสมัครจำนวน  6,900 บาท

ตารางสอบ IELTS ที่ New Cambridge Institute

 

ตารางสอบ IELTS ของศูนย์สอบ IDP

การเตรียมตัวก่อนสอบ IELTS

คำแนะนำสำหรับการเตรียมตัวสอบ IELTS หลังจากที่ฝึกฝนและเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี หลายคนอาจจะกังวลถึงการสอบที่กำลังจะมาถึง New Cambridge มีเคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณเตรียมตัวไปสอบได้อย่างมั่นใจ ดังนี้

  1. ก่อนสอบ 1 วัน คุณควรจะพักผ่อนเพื่อลดความเครียดและไม่ควรนอนดึก เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสอบ
  2. เตรียมของที่จำเป็นสำหรับการสอบ รวมไปถึงบัตรประจำตัวประชาชน หรือ Passport ของคุณด้วย
  3. ตรวจสอบสถานที่สอบและเส้นทางการเดินทางให้แน่ใจ และเผื่อเวลาในการเดินทาง
  4. ควรพกเสื้อกันหนาวติดตัวไปด้วย เผื่ออากาศในห้องสอบหนาวจะได้ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสอบ

การรับผลสอบ IELTS Test Report Form (TRF)

ผลสอบ (TRF) จะประกาศหลังจากวันสอบ IELTS 13 วัน ผู้เข้าสอบสามารถรับผลสอบTRF ได้หลังจากวันสอบ 13 วัน เวลา 13.00 น. ที่ IDP Office, CP Tower Silom ชั้น 4

 

สำหรับผู้เข้าสอบที่มารับด้วยตัวเอง กรุณาพกบัตรประชาชนตัวจริง หรือพาสปอร์ตตัวจริงเท่านั้น กรณีให้ผู้อื่นมารับแทน กรุณาแนบสำเนาบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตพร้อมลายเซ็น และแบบฟอร์มมอบฉันทะมาด้วย

 

สำหรับการเช็คผลสอบออนไลน์ สามารถเช็คได้ที่เว็บไซต์ https://results.ieltsessentials.com/ ซึ่งจะสามารถตรวจผลได้หลังจากวันสอบ 13 วัน เวลาประมาณ 15.00 – 16.00 น. เป็นต้นไป

 

สำหรับผู้เข้าสอบที่เลือกรับผลสอบทางไปรษณีย์ ภายในประเทศจะได้รับผลสอบภายใน  5 – 7 วัน หลังจากที่ผลสอบออก

IELTS เพื่อเรียนต่อต่างประเทศ

การใช้คะแนนสอบ IELTS เพื่อเข้าศึกษาต่อในต่างประเทศ

สำหรับผู้ที่อยากไปศึกษาต่อในต่างประเทศ คงต้องการจะทราบว่าต้องทำคะแนน IELTS ให้ได้เท่าไรจึงจะสมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้??? New Cambridge Institute ได้รวบรวมข้อมูลคะแนน IELTS ที่ต้องใช้ศึกษาต่อในประเทศยอดฮิตมาให้ ดังนี้

ประเทศอังกฤษและสหราชอาณาจักร

 

สำหรับมหาวิทยาลัยทั่วไปนั้น คะแนน IELTS 6.0 ก็สามารถสมัครเข้าเรียนได้แล้ว ส่วนมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับประมาณ 100-200 แรกของโลก จะต้องการคะแนน IETLS ประมาณ 6.5 และมหาวิทยาลัยชั้นนำที่ติดอันดับต้นๆของโลก อย่างเช่น University of Oxford หรือ University of Cambridge ควรจะต้องมีคะแนน IELTS อย่างน้อย 7.0 ขึ้นไปในทุกทักษะ

 

ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ 100 อันดับแรกของโลก จะใช้คะแนนสอบ IETLS ประมาณ 6.5 ส่วนมหาวิทยาลัย 50 อันดับแรกของโลก อย่าง Stanford University, Harvard University หรือ Princeton University จะต้องการคะแนน IELTS ในระดับ 7.0 ทุกทักษะ

 

ประเทศออสเตรเลีย และ ประเทศนิวซีแลนด์

 

สำหรับมหาวิทยาลัยใน 2 ประเทศนี้ ต้องการคะแนน IELTS เพียง 6.0-6.5 ก็สามารถสมัครเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ได้แล้ว

 

ทั้งนี้นอกจากจะสอบ IETLS ให้ได้คะแนนสูงแล้ว ผู้สมัครควรต้องทำเกรด และเขียนประวัติส่วนตัว กิจกรรมต่างๆ หรือผลงานในสาขาที่สมัครให้ดีด้วย เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนต่อที่มากขึ้น

วิธีเลือกสถาบันสอน IELTS และศูนย์แนะแนวเรียนต่อต่างประเทศ

การทำข้อสอบ IELTS Academic  ให้ได้คะแนน 7.5 ขึ้นไป เพื่อนำไปยื่นในมหาวิทยาลัย Ranking สูงๆนั้นไม่มีทางลัด ต้องได้รับการฝึกฝนและ guide เทคนิคการทำข้อสอบจากคนที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญโดยตรงด้าน IELTS ไม่ต่ำกว่า 10 ปี เป็นอย่างน้อย ถึงพอที่จะรับรองผลลัพธ์ได้บ้างว่านักเรียนจะไม่เสียทั้งเวลาและเงินทองไปโดยไม่ได้อะไรกลับมา

 

ทาง สถาบัน New Cambridge ประเทศไทยได้รวบรวมวิธีเลือกสถาบันสอน IELTS เอาไว้ในบทความนี้ ซึ่งคุณสมบัติที่ดีของสถาบันสอน IELTS จะมีดังต่อไปนี้

 

  • อายุของสถาบันฯ : สถาบันสอน IELTS เปิดมากี่ปี? คำตอบสั้นๆคือ ยิ่งนานยิ่งดี ด้วยระยะเวลาที่เปิดมายาวนาน ทำให้เราพอจะไว้ใจในชื่อเสียงของสถาบันฯนั้นได้ รวมถึงการสั่งสมประสบการณ์ในการสอนของอาจารย์ ความเข้าใจปัญหาของนักเรียนย่อมมีมากกว่า

 

  • คุณภาพของอาจารย์ : เป็นเรื่องที่เราต้องพิจารณาอันดับต้นๆ ถ้าเราพื้นฐานยังไม่แข็งแรงควรเรียนกับอาจารย์คนไทยมากกว่า แต่ถ้าคิดว่าพื้นฐานภาษาอังกฤษเราค่อนข้างดีแล้วตัวเลือกอาจารย์ต่างชาติเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอาจารย์ที่เป็น Native speaker เพราะนักเรียนจะได้ฝึกทักษะ Listening & Speaking ให้มีความคล่องแคล่วมากขึ้นกับเจ้าของภาษาโดยตรง

 

  • เนื้อหาของหลักสูตร: สำหรับผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์การสอบ IELTS เลย นักเรียนควรเลือกสถาบันที่มีคอร์สปูพื้นฐาน หรือที่เรียกกันว่า Foundation Course ซึ่งจะช่วยในการทำความคุ้นเคยกับข้อสอบ IELTS ก่อนที่จะเริ่มตะลุยโจทย์จริง บางสถาบันจะมีกิจกรรมเสริมนอกห้องเรียน ซึ่งจะช่วยเพิ่มทักษะต่างได้รวดเร็วขึ้น

 

  • ราคาคอร์สเรียน : เป็นสิ่งที่เราจะพิจารณาลำดับท้ายๆ เพราะการเรียนเพื่อสอบ IELTS มักมีค่าใช้จ่ายไม่ต่างกันมาก คือ มีราคาในเรทค่อนข้างสูงทุกที่ทั้งอาจารย์ที่เป็นคนไทยและเจ้าของภาษา ให้ดูที่ผลลัพธ์ของการเรียนเป็นหลัก

 

  • เลือกสถาบันที่มีศูนย์แนะแนวเรียนต่อต่างประเทศโดยตรง : สถาบันสอน IELTS บางแห่งจะมีศูนย์แนะแนวอยู่ในสถาบัน ซึ่งหลังจากที่นักเรียนได้ผลคะแนนสอบ IELTS แล้ว สามารถนำไปปรึกษาศูนย์แนะแนวได้ทันที ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินและเวลาเป็นอย่างมาก

    ลุ้นรับสิทธิพิเศษของเดือนนี้ และโปรลดสูงสุด 50%*
    ด่วน เพียง 20 สิทธิ์ ต่อ เดือน

    *เงื่อนไขเป็นไปตามที่สถาบันฯ กำหนด


    LINE ID : @newcambridge

    ตัวอย่าง ข้อสอบ IELTS ฟรี