ประเด็นเด่น

Q : IELTS คืออะไร

A : IELTS คือ ชื่อย่อของระบบการวัดผลภาษาอังกฤษนานาชาติ (International English Language Testing System) เป็นระบบทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ แต่มีความประสงค์ที่จะใช้ภาษาอังกฤษในการศึกษาต่อในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมทั้งยังได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากสถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา IELTS เป็นระบบวัดผลภาษาอังกฤษสำหรับการศึกษาต่อชนิดเดียวที่ให้ความสำคัญต่อการใช้ภาษาอังกฤษ ทั้ง 4 ทักษะ คือ ฟัง พูด อ่าน เขียน โดยให้คะแนนทักษะ ทั้ง 4 แยกจากกัน สามารถวัดผลได้ชัดเจนแม่นยำ และถูกต้องตรงกับระดับความสามารถ ในการใช้ภาษาที่แท้จริงของผู้สอบ นอกจากนี้ข้อสอบยังแบ่งออกเป็น 2 ชุด ตามระดับการศึกษาที่ต้องการจะศึกษา ซึ่งนับเป็นการวัดผลที่ช่วยให้สถานศึกษามีข้อมูลที่ละเอียดเกี่ยวกับ ความสามารถเฉพาะของนักศึกษาแต่ละคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงระดับการศึกษา ข้อสอบทั้ง 2 ชุด คือ

  • 1. Academic Module สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่าในทุก ๆ สาขา
  • 2. General Training Module สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับที่ต่ำกว่าปริญญาตรี ระดับมัธยมศึกษา หลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรฝึกอบรมต่าง ๆ แต่บางสถาบันต้องการให้ผู้ที่สมัครเรียนสอบ Academic Module อันเนื่องมาจากความยากง่ายของสาขาวิชา ซึ่งผู้สมัครจะต้องสอบถามโดยตรงจากทางสถาบันการศึกษานั้น ๆ

Q : ในเมืองไทยสมัครสอบ IELTS ได้ที่ไหนบ้าง

A : ในเมืองไทยมีศูนย์สอบ IELTS 2 แห่ง ดังนี้

  • 1. British Council ผู้สมัครสอบสามารถยื่นใบสมัครสอบ IELTS ได้ทุกสาขาทั่วกรุงเทพมหานครและเชียงใหม่หรือสามารถสมัครสอบ Online ผ่านทางเว็บไซต์หรือตัวแทนศูนย์สมัครสอบ IELTS
    • • ค่าสมัครสอบ 6,300 บาท (ต้องสมัครสอบ IELTS ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนรอบสอบจริง)
    • • สถานที่สอบในกรุงเทพฯ โรงแรมแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ (Landmark Bangkok Hotel)
  • 2. IDP ผู้สมัครสอบสามารถยื่นใบสมัครสอบ IELTS ได้ทุกสาขาทั่วกรุงเทพมหานครและสามารถสมัครสอบ IELTS Online ผ่านทางเว็บไซต์หรือตัวแทนศูนย์สมัครสอบ IELTS ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ทาง IDP ยังมีศูนย์สอบ IELTS ในส่วนภูมิภาคให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวก ดังต่อไปนี้ขอนแก่น เชียงใหม่ หาดใหญ่ และภูเก็ต
  • • ค่าสมัครสอบ IELTS 5,900 บาท สำหรับกรุงเทพฯ และเชียงใหม่
  • • ค่าสมัครสอบ IELTS 6,500 บาท สำหรับขอนแก่น หาดใหญ่ และภูเก็ต (ต้องสมัครสอบ IELTS ล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ก่อนรอบสอบจริง)
  • • สถานที่สอบในกรุงเทพฯ โรงแรมมณเฑียร (Montien Bangkok) ถนนสุรวงค์

Q : มาตรฐานของข้อสอบ IELTS

A : การสอบ IELTS ในประเทศไทยใช้ข้อสอบกลางจาก มหาวิทยาลัย Cambridge (ประเทศอังกฤษ) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกัน หมดกังวลเรื่องข้อสอบ IELTS รอบไหนยากกว่าง่ายกว่า เพราะไม่ว่าจะสอบที่ไหนข้อสอบ IELTS ก็เป็นชุดเดียวกันทุกรอบ

Q : ความแตกต่างระหว่างการสอบ IELTS ที่ British Council และ IDP

A :

  • British Council
    • • สอบเสร็จภายใน 1 วัน ไม่สามารถเลือกสอบ Speaking test เป็นวันอื่นได้
    • • การสอบ Listening ใช้ชุดหูฟังในการสอบ
    • • มีแบบฝึกหัด IELTS online ให้ 30 ชั่วโมง
    • • มีศูนย์สอบ IELTS ที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เท่านั้น
  • IDP
    • • เลือกสอบ Speaking ในวันเสาร์หรือวันจันทร์ ถัดไปได้
    • • ราคาถูกกว่า (หากเลือกศูนย์สอบใน กทม.)
    • • มีศูนย์สอบ IELTS ให้บริการในต่างจังหวัดครอบคลุมทั้ง 4 ภูมิภาค อาทิ ขอนแก่น เชียงใหม่ และ หาดใหญ่

Q : สามารถสมัครสอบ IELTS ผ่าน New Cambridge ได้หรือไม่

A : สถาบันฯ เป็นศูนย์รับสมัครสอบ IELTS (IELTS Registration Centre) ผู้เรียนสามารถสมัครสอบ IELTS กับสถาบันฯ ได้โดยตรงและไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมทั้ง British Council และ IDP

เงื่อนไขการสมัคร IELTS สอบผ่าน New Cambridge

  • • ค่าสมัครสอบ 6,300 บาท / 5,900 บาท (รับเฉพาะเงินสดเท่านั้น)
  • • สมัครสอบล่วงหน้าก่อนรอบสอบจริง อย่างน้อย 2 -3 สัปดาห์
  • • หากผู้สมัครต้องการยกเลิกการสอบต้องติดต่อทางศูนย์สอบโดยตรง (มีค่าใช้จ่าย 1,500 บาท ส่วนการเลื่อนวันสอบมีค่าใช้จ่าย 800 บาท โดยต้องแจ้งศูนย์สอบล่วงหน้า 10 วันทำการ)
  • • รับสมัครเฉพาะสัญชาติไทยเท่านั้น

Q : เอกสารที่ใช้ในการ สมัครสอบ IELTS มีอะไรบ้าง

A : เอกสารที่ใช้สมัครสอบ IELTS มีดังนี้

  • • ใบสมัครสอบ IELTS (ขอรับจากเจ้าหน้าที่หรือ download จากเว็บไซต์)
  • • ค่าสมัครสอบ 6,300 บาท / 5,900 บาท (New Cambridge รับเฉพาะเงินสดเท่านั้น)
  • • รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 2 x 2 นิ้ว (ขนาดอเมริกันวีซ่า) จำนวน 2 ใบ (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน และไม่สวมแว่นตา พื้นหลังรูปสีขาว)
  • • บัตรประชาชน หรือหนังสือเดินทางฉบับจริง พร้อมสำเนา 1 ชุด (ต้องไม่หมดอายุ ณ วันที่สอบ)

Q : การเรียนการสอนของทางสถาบันนิวเคมบริดจ์ แตกต่างจากสถาบันอื่นอย่างไร

A : ระบบการเรียนการสอนของทางสถาบันฯเป็นรูปแบบ “Learner Autonomy Teaching Style” คือการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยสถาบันฯมุ่งพัฒนาและกระตุ้นให้ผู้เรียนดึงความสามารถของตนเองออกมาและเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ

Q : อาจารย์ผู้สอนเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ

A : สำหรับอาจารย์ผู้สอนเป็นชาวต่างชาติทุกคลาสเรียน (100% taught by Native Speakers) ซึ่งอาจารย์ชาวต่างชาติทุกท่านที่สถาบันฯจบปริญญาตรีเป็นอย่างน้อยและมีวุฒิบัตร การสอนโดยตรง (CELTA, TESOL, RSA, Trinity, etc.) และมีประสบการณ์การสอนทั้งในและต่างประเทศ

Q : จำนวนนักเรียนที่เรียนต่อห้องเรียนเท่าไหร่

A : สำหรับจำนวนนักเรียนแต่ละห้อง 7-15 คน สำหรับหลักสูตร IELTS 50 ชั่วโมง และ 6 - 8 คนสำหรับหลักสูตรการเขียน

Q : การเรียนการสอน IELTS ใช้หนังสือเรียนแบบไหน

A : สถาบันฯ จะมีหลักสูตร IELTS ที่พัฒนาขึ้นเอง (Our own curriculum) โดยไม่ยึดติดกับหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง และอาจารย์จะมีการปรับปรุงเนื้อหาอยู่สม่ำเสมอเพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้เรียน

Q : การเรียนการสอนมีรับรองผลไหม

A :

  • 1. New Cambridge ใช้ระบบที่เป็นมาตรฐานเดียวกับสถาบันการศึกษาในประเทศอังกฤษ ที่ไม่สามารถมีการรับประกันคะแนนได้ เนื่องจากทางสถาบันฯเน้นการเรียนการสอนแบบ Learner Autonomy คือมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และเป็นผู้รับผิดชอบ และมีวินัยในตนเอง ซึ่งปัจจัยหลัก 3 อย่างของการเรียนรู้มีดังนี้
    • 1.1 ผู้สอน จะเป็นผู้ Encourage นักเรียนให้รู้สึกอยากเรียน และชี้แนะให้ความรู้และเทคนิคต่าง ๆ แก่ผู้เรียน
    • 1.2 ผู้เรียน เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด โดยผู้เรียนจะต้องมีความตั้งใจเรียน นำความรู้และเทคนิคต่าง ๆ ที่ได้จากผู้สอนไปฝึกฝน เพื่อให้การเรียนเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
    • 1.3 หลักสูตร เป็นหลักสูตรที่ทางสถาบันได้ Customised เพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียนมากที่สุด
  • 2. นอกเหนือจากนั้น ทางสถาบันยังสอนแบบ Focused Group ที่ไม่อนุญาตให้มีนักเรียนใหม่เข้าเรียนหลังเปิดเรียนไปแล้ว
นอกเหนือจากนั้น ทางสถาบันยังมีจุดเด่นคือ จำนวนนักเรียนในห้องน้อย และยังมีศูนย์การเรียนรู้ด้วยตัวเอง Self Access Centre เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนฝึกฝนและทบทวนบทเรียนในทักษะต่าง ๆ ด้วยตัวเองอีกด้วย

Q : มีบริการอื่นที่ให้นักเรียนได้ฝึกฝนเพิ่มเติมนอกเหนือห้องเรียนไหม

A : นอกเหนือจากการฝึกฝนกับอาจารย์ภายในห้องเรียนแล้ว ทางสถาบันฯ ยังมี Self Access Centre (SAC) ไว้สำหรับผู้เรียนเพื่อให้ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ ดังนี้ Listening Lab, Speaking Club, Reading Corner, Writing Club, SOP Club และ SAC Writing โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

Q : มีบริการตรวจการบ้าน Writing ให้หรือไม่

A :

ทางสถาบันฯ จัดเตรียมแบบฝึกหัดที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนฝึกฝนการเขียนและส่งให้อาจารย์ตรวจได้ทุกวัน จนกว่าจะจบหลักสูตร

Q : หากสนใจเรียนคอร์ส IELTS Preparation กับทางสถาบันนิวเคมบริดจ์ต้องมีการสอบวัดระดับก่อนหรือไม่

A : ต้องมีการสอบวัดระดับ หรือ Placement Test ก่อนเรียน IELTS เพื่ออาจารย์จะได้ประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษว่านักเรียนจะสามารถเริ่มเรียนเป็นคอร์สไหนก่อน

Q : ถ้ามีผลสอบ IELTS อยู่แล้วสามารถใช้เทียบเพื่อเข้าเรียนได้เลยหรือไม่

A : หากกรณีผู้เรียนสนใจเรียนคอร์ส IELTS และมีผลคะแนนสอบอยู่แล้วสามารถเอาผลคะแนน IELTS มาเทียบได้เลยโดยไม่ต้องสอบวัดระดับ แต่ผลคะแนน IELTS ต้องไม่เกิน 6 เดือนนับจากวันที่สอบ หากผลคะแนน IELTS เกิน 6 เดือน ต้องสอบวัดระดับเท่านั้น

Q : คอร์ส IELTS แบบ 4 ทักษะ มีอะไรบ้าง

A : คอร์ส IELTS แบบ 4 ทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน แบ่งเป็น 3 Level ดังนี้

  • • Level 1: Foundation for IELTS (50 hrs)
  • • Level 2: Foundation II (50 hrs)
  • • Level 3: Key Skills for IELTS (50 hrs)

Q : จำเป็นต้องเรียนคอร์ส IELTS 4 ทักษะให้ครบทุก Level หรือไม่

A : โดยปกติแล้วทางสถาบันฯจะแนะนำให้เรียนทั้ง 3 Level ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานภาษาอังกฤษของแต่ละบุคคล กรณีผู้เรียนสอบได้ Key Skills for IELTS (Level 3) ถือว่าพื้นฐานภาษาอังกฤษค่อนข้างดี ไม่จำเป็นต้องเริ่มเรียนตั้งแต่ Foundation for IELTS สามารถเรียนแบบต่อยอดเป็นเทคนิคใน Key Skills for IELTS ได้เลย

Q : คอร์ส Foundation for IELTS และ Foundation II แตกต่างกันอย่างไร

A :

  • Foundation for IELTS เป็นการเรียนปรับพื้นฐานไวยากรณ์ภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับเนื้อหา IELTS ในส่วนของเทคนิคการทำข้อสอบยังไม่มีในคอร์สนี้
  • Foundation II จะมีเทคนิคบางส่วนในการทำข้อสอบ IELTS สอดแทรกอยู่ในเนื้อหา พร้อมทั้งยังสอนหลักการใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่มักใช้ผิดเพื่อให้ใช้ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

Q : มีการวัดผลหลังเรียนไหม

A : หลังจากที่เรียนจบหลักสูตร IELTS Preparation แล้วหลังเรียนจะมีการทดสอบเป็นการจำลองการสอบ IELTS เรียกว่า Mock Test เพื่อวัดผลการเรียนที่ผ่านมา อาจารย์ผู้สอนจะประเมินคะแนนออกมา ทั้ง 4 ทักษะและมีการให้คำแนะนำแก่นักเรียนให้ทราบ จุดอ่อนจุดแข็งของตัวนักเรียนเอง เพื่อในการปรับปรุงแก้ไขและฝึกฝนเพิ่มเติมให้ได้คะแนนตามที่นักเรียนต้องการ

Q : Speak-Write A และ Speak-Write B เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

A : Speak-Write A/B เป็นหลักสูตรที่เน้นเฉพาะด้าน โดยเน้นทักษะการเขียนและการพูดเป็นหลัก เหมาะสำหรับผู้ที่เคยสอบ IELTS มาแล้วแต่ต้องการจะเพิ่มคะแนนให้สูงขึ้น Speak-Write A จะสอนเทคนิคขั้นสูงสำหรับการเขียน (Writing Task1 & Task2) รวมถึงสอนเทคนิคในการพูดและการนำเสนอไอเดียในการตอบคำถามเพื่อให้น่าสนใจและใช้ภาษาได้ถูกต้องเหมาะสม Speak-Write B การเรียนการสอนนอกจากจะเน้นเทคนิคขั้นสูงเหมือนกับ Speak-Write A แล้วรูปแบบการเรียนการสอนจะเน้นที่ตัวบุคคล โดยอาจารย์สามารถสอนเชิงเจาะลึก ให้ได้ตามความต้องการของนักเรียนได้อย่างตรงจุด

Q : คอร์ส Academic Writing เป็นคอร์สเตรียมสอบ IELTS หรือไม่

A : Academic Writing เป็นหลักสูตรที่ช่วยพัฒนาทักษะทางด้านการเขียนเชิงวิชาการ โดยเนื้อหาจะเน้นหลักการเขียนที่ถูกต้องพร้อมทั้งสอดแทรกเนื้อหาไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ รวมถึงการวิเคราะห์หัวข้อเพื่อที่จะนำความคิดมาเขียนอธิบายให้ตรงประเด็น และถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ซึ่งเนื้อหาจะไม่ได้ เน้นการทำข้อสอบ IELTS ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้เรียนว่าต้องการจะเรียนเพื่อพัฒนาการเขียนหรือเพื่อสอบ IELTS

Q : ควรยื่นใบสมัครเรียนเมื่อไหร่ดี

A : อันนี้เป็นคำถามที่ดีมากสำหรับการเตรียมตัวไปเรียน เนื่องจากหลายคนเข้าใจคิดว่าต้องมี IELTS แล้วถึงยื่นได้ จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องมีผลสอบ IELTS ก็สามารถยื่นได้เลย สามารถส่งผลสอบ IELTS ตามหลังได้ การยื่นใบสมัครควรเริ่มยื่นปีก่อนที่จะเข้าเรียนเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไป เช่น จะเข้าเรียนในเดือนกันยายน 2015 ก็ควรจะเริ่มยื่นใบสมัครตั้งแต่เดือนตุลาคมของปี 2014 ถึงแม้ว่าอาจจะยังเรียนไม่จบปี 4 ก็สามารถยื่นเอกสารก่อนได้

Q : ใช้เอกสารอะไรบ้างในการยื่นใบสมัคร

A : ควรจะมีเอกสารที่สำคัญในการยื่นดังนี้

  • 1. Transcript (สามารถใช้ตัวล่าสุดได้ โดยยังไม่ต้องเป็นฉบับสมบูรณ์ในปีสุดท้าย)
  • 2. Certificate หรือใบรับรองจบ หรือใบรับรองว่าเป็นนักเรียนในปีสุดท้าย ในกรณีที่บางคนยังไม่จบเทอมสุดท้าย
  • 3. Personal Statement (250-300 คำ)
  • 4. CV/Resume
  • 5. Recommendation Letters 2 ฉบับ ถ้ามีประสบการณ์ทำงาน ก็สามารถใช้จากที่ทำงานได้ 1 ฉบับ ในนั้นควรจะมีรายละเอียด ตำแหน่ง อีเมลที่ทำงาน และเบอร์โทรศัพท์ (หลีกเลี่ยงการใช้อีเมลส่วนตัว)
  • 6. Copy of Passport
  • 7. IELTS สามารถยื่นตามหลังได้

Q : การยื่นใบสมัครเร็วมีผลดีอย่างไร

A : แน่นอนมากที่สุด เพราะว่าในบางมหาวิทยาลัยรับจำนวนที่จำกัดหรือมีการแข่งขันที่สูง ดังนั้นการยื่นใบสมัครจะทำให้มีโอกาสในการเข้าได้มาก และแน่นอนมีเวลาในการเตรียมตัวได้ดีในขั้นตอนต่อไป

Q : ถ้า IELTS ไม่ถึงตามที่ระบุควรจะทำอย่างไร

A : อันนี้เป็นคำถามยอดฮิตติดอันดับเลยทีเดียว จริง ๆ แล้วการเรียนในระดับปริญญาโท ภาษาอังกฤษควรจะอยู่ที่ 6.5 ขึ้นไป แต่หากว่าสอบแล้วไปผ่านมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็จะมีคอร์ส Pre sessional เพื่อให้ได้ไปเรียนเพื่อปรับระดับการใช้ภาษาอังกฤษ ก็จะมีเกณฑ์ในการรับคะแนน IELTS อยู่ที่ 5.5 เริ่มเรียนประมาณเดือนมิถุนายน นั่นหมายความว่าหากต้องการไปในปรับระดับด้วยคะแนนที่ 5.5 นี้ ควรจะต้องรีบสมัครแต่เนิ่น ๆ และได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยแล้วเพื่อจะทำการสมัครเรียน Pre sessional ต่อไป เพราะว่าถ้ายังไม่มี Offer ก็ยังไม่สามารถสมัครเรียน Pre sessional ได้ ดังนั้นการยื่นใบสมัครแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นประโยชน์มาก

Q : แล้วควรจะทำอย่างไรเมื่อได้รับ Offer แล้ว

A : อันดับแรกเมื่อได้รับ Offer แล้วควรจะต้องดูว่าติดเงื่อนไขอะไรบ้าง เช่น IELTS, Official Transcript หรือการจ่ายมัดจำ ซึ่งก็ควรที่จะตอบรับ Offer กับทางมหาวิทยาลัยเร็วที่สุด และส่งเอกสารที่เหลือตามเวลาที่กำหนดเมื่อส่งเอกสารครบพร้อมทั้งชำระเงินเรียบร้อยแล้ว มหาวิทยาลัยจะออกจดหมาย Confirmation Acceptance Study (CAS) เพื่อนำไปขอวีซ่าในขั้นตอนต่อไป

Q : การขอวีซ่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

A : จริง ๆ การขอวีซ่ามีเงื่อนไขอยู่ 2 อย่างใหญ่ ๆ เช่น ถ้าติดเรียนภาษา Pre sessional ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยจะให้วีซ่าเฉพาะช่วงเรียนภาษา และไปต่อวีซ่าสำหรับการเรียนปริญญาโทอีกทีที่อังกฤษหลังจากสอบผ่านคอร์สเรียบร้อยแล้ว หรือหากที่ไม่ติดเรียน Pre sessional ก็จะได้วีซ่ายาวจนจบ คอร์สระดับปริญญาโท ส่วนขั้นตอนและเอกสารดูรายละเอียดล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ http://www.ukba.homeoffice.gov.uk

Q : เมื่อเรียนภาษาหรือ Pre sessional กับทางมหาวิทยาลัยนั้นๆ แล้ว จำเป็นต้องสอบ IELTS อีกหรือไม่

A : ถ้าเรียนคอร์สภาษาแล้วสามารถสอบผ่านก็ไม่จำเป็นต้องสอบ IELTS เพิ่มแล้ว สามารถใช้ผลการสอบนั้นในการต่อวีซ่าครั้งต่อไปได้เลย สำคัญด้วยว่าจำเป็นต้องสอบให้ผ่านตามเกณฑ์ของมหาวิทยาลัยด้วย เพราะว่าถ้าสอบไม่ผ่านหรือไม่เข้าเรียนนั้นมีผลมากต่อการให้คะแนน

Q : นักเรียนสามารถทำงานได้อยู่หรือไม่

A : ถ้าเป็นนักเรียนระดับมหาวิทยาลัยก็จะยังสามารถทำงานได้อยู่ ถ้าเรียน Pre sessional จะทำงานได้ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือถ้าเรียนระดับปริญญาขึ้นไป จะทำงานได้ไม่เกินสัปดาห์ 20 ชั่วโมง

Q : หลังจากเรียนภาษา Pre Sessional แล้วต้องต่อวีซ่าอีกใช่หรือไม่

A : ถูกต้อง จำเป็นต้องต่อวีซ่าสำหรับปริญญาโทต่อ นั้นหมายความว่าทำขั้นตอนเดิมจะได้รับคำปรึกษาโดยตรงจากเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยโดยตรง เนื่องจากขอยื่นวีซ่าต่อจะมีขั้นตอนและกฎระเบียบ หรือแบบฟอร์มการยื่นต่างจากที่เมืองไทย

Q : ระหว่างที่เรียนอยู่ที่ประเทศอังกฤษ หากต้องการไปเที่ยวในยุโรป หรือประเทศอื่น สามารถทำได้หรือไม่

A : ทำได้ ถ้าถือวีซ่าประเภท Tier 4 สามารถเดินทางไปต่างประเทศอื่น ๆ โดยยื่นขอวีซ่าในสถานทูตนั้น ๆ ในอังกฤษได้เลย หากเดินทางไปยุโรปแต่หลายประเทศ ให้ยื่นประเทศวีซ่าที่จะไปถึงที่แรกเป็นหลัก

Q : Ranking ของมหาวิทยาลัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกเรียนมากน้อยแค่ไหน

A : มหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ 98% เป็นมหาวิทยาลัยรัฐบาล ซึ่งได้รับการสนับสนุนและอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาล ดังนั้นคุณภาพการเรียนการสอนของแต่ละมหาวิทยาลัยย่อมมีมาตรฐานและคุณภาพดีเช่นเดียวกัน Ranking เป็นอีกมุมมองหนึ่งในการช่วยเลือกมหาวิทยาลัย แต่ส่วนที่ควรจะดูเป็นหลักมากกว่าคือวิชาที่จะไปเรียน เพราะในคณะเดียวกันต่างมหาวิทยาลัย อาจมีวิชาที่สอนแตกต่างกัน ถ้าเลือกที่ Ranking เป็นหลักแล้วอาจจะไม่ได้เรียนสิ่งที่ตัวเองตั้งใจจะไปเรียน

Q : มีทุนการศึกษาให้กับนักเรียนต่างชาติหรือไม่?

A : ทุนการศึกษามีค่อนข้างจำกัดสำหรับนักเรียนต่างชาติหรือถ้าจะมี อาจจะเป็นทุนส่วนลดเพื่อลดค่าเรียนสำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนดี ซึ่งขึ้นอยู่ที่มหาวิทยาลัยนั้น ๆ ด้วย

Q : บริการที่จะได้รับเมื่อสมัครผ่านสถาบันนิวเคมบริดจ์

A :

  • • ให้ข้อมูลหลักสูตรการเรียน เพื่อช่วยในการตัดสินใจเพื่อศึกษาต่อ
  • • ช่วยแนะนำขั้นตอนการเตรียมตัวเรื่องเอกสารการสมัครเรียน
  • • ช่วยยื่นเอกสารใบสมัครเรียนให้ฟรี
  • • ช่วยแนะนำและทำวีซ่า จัดหาที่พัก และตั๋วเครื่องบิน
  • • แนะนำการเตรียมตัวก่อนออกเดินทาง

Q : ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

A : ค่าเรียนในระดับปริญญาจะอยู่ที่ประมาณ 10,000 – 20,000 ปอนด์ต่อปี ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาและมหาวิทยาลัยที่เรียน ส่วนค่ากินอยู่ตามสถานทูตประเทศอังกฤษระบุไว้ว่าถ้าอาศัยอยู่ในลอนดอนจะเสียค่ากินอยู่ที่ 1,000 ปอนด์ต่อเดือน ถ้าอาศัยอยู่นอกลอนดอน จะมีค่ากินอยู่ประมาณ 800 ปอนด์ต่อเดือน